วันอังคารที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2560

เมตตาได้บุญ มากกว่าให้ทาน

                             ๔. โอกขาสูตร
  [๖๖๗] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า 

  ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดได้ให้ทานประมาณ ๑๐๐ หม้อใหญ่ในเวลาเช้า ผู้ใดได้ให้ทานประมาณ ๑๐๐ หม้อใหญ่ในเวลาเที่ยง ผู้ใดได้ให้ทานประมาณ ๑๐๐ หม้อใหญ่ในเวลาเย็น ผู้ใดได้สั่งสมเมตตาจิตในเวลาเช้า โดยที่สุดแม้เพียงชั่วการหยดน้ำนมแห่งแม่โค หรือผู้ใดได้สั่งสมเมตตาจิตในเวลาเที่ยง โดยที่สุดแม้เพียงชั่วการหยดน้ำนมแห่งแม่โค หรือผู้ใดได้สั่งสมเมตตาจิตในเวลาเย็น โดยที่สุดแม้เพียงชั่วการหยดน้ำนมแห่งแม่โค การสั่งสมเมตตาจิตนี้มีผลมากกว่าทานที่บุคคลให้แล้ว ๓ ครั้งในวันหนึ่งนั้น 

  เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายควรศึกษาอย่างนี้ว่า เราจะสั่งสมการหลุดพ้นทางใจ(จากพยาบาท)เพราะความรัก(ความรัก ความอ่อนโยน คือ เมตตา) กระทำให้มาก กระทำให้เป็นประดุจยาน กระทำให้เป็นที่ตั้งอาศัย ให้มั่นคง สั่งสม ปรารภด้วยดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายควรศึกษาอย่างนี้แหละฯ

                      พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘
                      สังยุตตนิกาย นิทานวรรค



วันอาทิตย์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559

อานิสงส์การแผ่เมตตา

  ในสมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงตรัสปรารภเมตตาสูตรว่า
"ภิกษุทั้งหลาย อานิสงส์ของการแผ่เมตตามี ๑๑ ประการ คือ
     ๑. หลับเป็นสุข
     ๒. ตื่นเป็นสุข
     ๓. ไม่ฝันร้าย
     ๔. เป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลาย
     ๕. เป็นที่รักของอมนุษย์ทั้งหลาย
     ๖. เทวดาย่อมรักษา
     ๗. ไฟ ยาพิษ ศัสตรา ไม่ล่วงเกิน
     ๘. จิตได้สมาธิเร็ว
     ๙. สีหน้าผ่องใส
     ๑๐. ไม่หลงตาย
     ๑๑. เมื่อยังไม่บรรลุ ธรรม ย่อมเข้าถึงพรหมโลกชั้นสูง
ภิกษุทั้งหลาย พึงเจริญเมตตาไปในสัตว์ทุกชนิดโดยเจาะจงและไม่เจาะจง พึงเจริญ กรุณา มุทิตา อุเบกขา แม้ไม่ได้มรรคผลก็ยังเข้าถึงพรหมโลกได้" แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า... 
     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วพระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤาษีชื่ออรกะ บำเพ็ญเพียรอยู่ป่าหิมพานต์ ได้เป็นอาจารย์สอนหมู่ฤาษี พร่ำสอนอานิสงส์เมตตาว่า "ธรรมดาพรรพชิตควรเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เพราะเมื่อจิตถึงความแน่วแน่แล้ว ย่อมบังเกิดในพรหมโลกได้" แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
      "ผู้ใดอนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งมวล ด้วยเมตตาจิตอันหาประมาณมิได้ ทั้งเบื้องบน เบื้องต่ำและเบื้องล่าง โดยประการทั้งปวง จิตเกื้อกูล หาประมาณมิได้ เป็นจิตบริบูรณ์อันผู้นั้นอบรมมาดีแล้ว กรรมใดที่เขาทำแล้วพอประมาณ กรรมนั้นจะไม่เหลืออยู่ในจิตของเขานั้น"
      เมื่อกล่าวคาถาจบ ได้พาหมู่ฤาษีบำเพ็ญเพียรไม่เสื่อมจากฌาน ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก ไม่ได้กลับมาเกิดในโลกมนุษย์อีก เป็นเวลา ๗ สังวัฏฏกัป

ที่มา..http://www.dhammathai.org/chadoknt/chadoknt50.php

วันอาทิตย์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ต้องรัก ด้วยเมตตา



   ต้องรัก ด้วยเมตตา
 รักที่ผิดหวัง อกหัก นั้นก็ทุกข์ เพราะใจ ไปยึดในคนรัก.ที่พลัดพราก จากกัน รักที่สมหวัง.นั้นก็ทุกข์ เพราะใจเป็นห่วง เป็นใย เมื่อคนรัก เจ็บไข้ ไม่สบาย หรือ ตายจาก ยิ่งทุกข์



รักมาก ทุกข์มาก

นางวิสาขา มหาอุบาสิกา เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก นางได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุเป็นพระโสดาบัน ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ คราวหนึ่งหลานสาวที่รักยิ่งได้ถึงแก่กรรมลงนางเศร้าโศกเสียใจมาก ร้องไห้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้านะ พระพุทธองค์ตรัสสอนเธอว่า “วิสาขา ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 100 ผู้นั้นก็ทุกข์ 100 ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 90 ผู้นั้นก็ทุกข์ 90 ผู้ใดมีสิ่งที่รัก 80 ผู้นั้นก็ทุกข์ 80 ผู้ใดมีรัก 1 ผู้นั้นก็ทุกข์ 1 ผู้ใดไม่มีรัก ผู้นั้นก็ไม่ทุกข์ ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้นใจ” นางวิสาขาได้หายเศ้ราโศก เพราะพระธรรมเทศนานั้น พระพุทธเจ้าได้เปล่งอุทานว่า “โศก ปริเทวนาและทุกข์มากหลายย่อมมีในโลกนี้ เพราะอาศัยสิ่งที่รัก โศกเป็นต้น นั้นก็ไม่มีสิ่งอันเป็นที่รัก ย่อมไม่มีทุกข์ ไม่มีโศกเป็นต้น เพราะฉะนั้น ผู้ไม่ต้องการโศกเศร้าก็ไม่ควรรักสิ่งใด”ถ้าจะรัก ต้องรักด้วยสติ


ประสบการณ์ แผ่เมตตา

ตอนที่เรายังไม่เป็นเมตตา แผ่เมตตายังไม่มาก แผ่ยังไง ก็ไม่เห็นได้ผล มีแต่สงสัย และเห็นความโมโห แต่พอ แผ่เป็น และ แผ่มากแล้ว บางทีแค่่คิด จะแผ่ ไอเย็นๆ ก็ขึ้นมาให้เห็นแล้ว เมตตาไม่ใช่ มีให้เราคิดว่า..จะให้คนอื่นเป็นสุข ต้องแผ่ แล้วแผ่อีก ต้องเจอกับ โทสะ เกิดขึ้น ในใจ เป็นระลอก บางครั่ง แทบจะผ่านไม่ได้ ต้องอาศัย ขันติ อดทน กัดฟันแผ่สู้ ชนิด แทบขาดใจตาย แต่ก็ไม่ตายซะที นี่ละท่านว่า..ไม่มีอะไร ได้มาง่ายๆ จากหนังสือ วิธีฝึกใจไม่ให้โกรธ พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร วิธีที่จะแก้ไขจิตใจ ให้มีความโกรธน้อย ให้มีความโกรธยาก จนถึงไม่ให้มีความโกรธเลย จำเป็นต้องสร้างความเมตตาให้เกิดขึ้นในจิตใจให้มากพอจะยอมเข้าใจในเหตุผลของบุคคลอื่นที่ทำผิดพลาด หรือบกพร่อง ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องฝึกใจให้มีเหตุผล ให้เห็นเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญ เป็นสิ่งควรเคารพ เมื่อเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญในจิตใจของผู้ใดแล้ว ผู้นั้นจักเป็นผู้ไม่ใช้อารมณ์ ถึงแม้จะโกรธแล้ว แต่เมื่อเหตุผลเกิดขึ้น ก็จะสามารถทำให้ความโกรธดับลงได้ พระยโสธราเถรีกราบทูลเล่าเรื่องการบำเพ็ญบารมีของพระนางในอดีตชาติให้พระพุทธองค์ทรงสดับ ช่างเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจยิ่งนักพระนางได้กลายเป็นวัตถุทานให้พระพุทธเจ้าสมัยเป็นพระโพธิสัตว์บริจาคไม่เฉพาะแต่สมัยเสวยพระชาติเป็นพระนางมัทรีในเวสสันดรชาดก พระเวสสันดรบริจาคพระนางให้เป็นภรรยาของพระอินทร์ผู้มาในรูปพราหมณ์เท่านั้น นับหลายพันโกฏิกัป พระโพธิสัตว์ก็บริจาคพระนางให้เป็นภรรยาของคนอื่นเช่นเดียวกัน พระนางทรงอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของพระพุทธเจ้า ทว่าเราชาวพุทธไม่ค่อยได้เอ่ยถึงสักเท่าไหร่ แม้นไม่มีพระนางยโสธราเป็นคู่ครอง พระโพธิสัตว์จักไม่อาจบำเพ็ญบารมีในขั้นปรมัตถบารมี (สละสิ่งของอันเป็นที่รักยิ่ง) สตรีนางใดไม่อาจทัดเทียมพระนางในทางเสียสละ สละได้แม้กระทั่งชีวิต ทั้งนี้ เพราะพระนางมีจิตเสมอกับพระโพธิสัตว์ จงรักภักดีอย่างไม่เสื่อมคลาย ความรักของพระนางคือความเสียสละอย่างใหญ่หลวง ไม่คิดหวงแหนยึดเหนี่ยวเอาไว้ ปรารถนาให้พระโพธิสัตว์บรรลุถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ


ลักษณะของเมตตา

ในวิสุทธิมรรค สมาธินิทเทส พรหมวิหารนิเทส แสดงลักษณะของเมตตาพรหมวิหารไว้ว่า
  • เมตตามีอาการประพฤติเกื้อกูลเป็นลักษณะ
  • มีการน้อมนำเข้าไปเกื้อกูลประโยชน์ในสัตว์เป็นรส
  • มีการบำบัดความอาฆาตเป็นปัจจุปัฏฐาน (อาการที่ปรากฏ)
  • มีการเห็นสัตว์เป็นที่ชอบใจ คือไม่โกรธเคือง ไม่ขุ่นเคืองในขณะนั้นเป็นปทัฏฐาน (เหตุใกล้)
  • มีการเข้าไปสงบความพยาบาทเป็นสมบัติ
  • มีความเสน่หาเป็นวิบัติ
ตามอัฏสาลินี อรรถกถา พระธัมมสังคณีปกรณ์ ทุกนิกเขปกถา เหตุโคจฉกะ พระบาลีนิทเทอโทสะ (1062) ได้แสดงลักษณะของเมตตาไว้ว่า
  • เมตตามีชื่อว่าไมตรี เนื่องจากเป็นกิริยาที่สนิทสนม
  • เมตตามีชื่อว่าการเอ็นดู เพราะคอยปกป้องคุมครอง
  • เมตตามีชื่อว่าความแสวงหาผลประโยชน์เกื้อกูล
  • เมตตามีชื่อว่าความสงสาร เนื่องจากคอยหวั่นไหวตามไปด้วย
ดังนั้น การจะแสดงว่ามีเมตตาต่อบุคคลใด จึงต้องมีลักษณะดังกล่าว ซึ่งหากว่าไม่ใช่อาการเหล่านี้ จิตขณะนั้นอาจเป็นโลภะหรือโทสะซึ่งเป็นอกุศลจิต ไม่ใช่เมตตา

วันเสาร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เมตตาภาวนา




   พรหมวิหาร ๔ อย่าง คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขานั้น เมื่อโยคีบุคคลผู้แรกเริ่มทำกรรมฐาน ประสงค์จะเจริญเมตตาพรหมวิหาร ข้อแรกให้บังเกิดมีขึ้นในจิตสันดานของตน เบื้องต้นต้องตัดปลิโพธ คือความกังวล ๑๐ ประการ ให้สิ้นห่วงเสียก่อน 
   ครั้นแล้วจึงไปเรียนเอาวิธีเจริญเมตตากัมมัฏฐานในสำนักของอาจารย์ให้เป็นที่เข้าใจพอที่จะนำไปปฏิบัติให้ถูกต้องได้ ครั้นแล้วเมื่อจะเริ่มปฏิบัติ พึงบริโภคอาหารให้อิ่มหนำสำราญพอแก่ความต้องการ และบรรเทาความง่วงอันเกิดแก่การบริโภคนั้นให้สร่างหายก่อน ลำดับนั้นพึงไปนั่งขัดสมาธิอย่างสบาย ณ อาสนะซึ่งได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้าตรงที่อันสงัดปราศจากเสียงรบกวนและไม่มีคนพลุกพล่านไปมา โดยเอกเทศแห่งใดแห่งหนึ่ง เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว ประการแรกจงพิจารณาให้เห็นโทษของความโกรธ และอานิสงส์ของขันติอย่างเด่นชัดเสียก่อน
    เมตตาภาวนา คือ การอบรมสมภาวนา ที่เป็นการเจริญเมตตาบ่อยๆเนืองๆ จนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิที่ประกอบด้วยปัญญา    ซึ่ง การเจริญเมตตาภาวนา  จะต้องเป็นผู้มีปัญญาเห็นโทษของกิเลสในชีวิตประจำวัน และมีปัญญาว่าจะอบรมเมตตาให้เกิดต่อเนื่องติดต่อกันไป ได้อย่างไร จึงเป็นเรื่องยากมาก และไม่ใช่เป็นการท่องเมตตา 

วันจันทร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2557

ความหมายของเมตตา


     เมตตา *: หมายความ ว่า ความปราถนาดี มีความรักต่อสัตว์ทั้งหลาย ต้องการให้มีความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยปราศจากความอิจฉาริษยา และหมายถึงความมีไมตรีจิตต่อกันด้วย ความจริงใจฐานมิตร ดังนั้น การแผ่เมตตาจึงได้แก่การส่งกระแสจิต ของตนไปสู่ผู้อื่นทั้งที่เป็นเทวดา มนุษย์ และสัตว์ด้วยความหวังดีที่จะให้เขามีความสุข ได้รับความสมหวังในชีวิต เป็นการแสดงออกซึ่งน้ำใจที่เปี่ยมด้วย *เมตตาธรรม* ของผู้แผ่เมตตา 

     เมตตา: มีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า "เมตตา / เมตไตย / มิตร" ที่แปลว่า เพื่อน เป็นการแสดงความเป็นเพื่อนออกจากจิตใจ ที่เห็นว่าตัวเราเองไม่อยากได้รับความทุกข์อะไรเลย คนอื่น ๆ ก็เป็นแบบนั้น